[SF] Raindrop Keep Falling Into My Heart : Ch 2
posted on 20 Aug 2008 19:15 by bipolardisorder in fictionTitle : Raindrop Keep Falling Into My Heart
Status : Chapter 02
Author : ApplePetz
Rating : PG
Pairings : Kibum|Donghae, Hankyung|Heechul, Siwon|Kyuhyun,
Disclaimer : เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องเป็นการแต่งขึ้นมาเองไม่เคยเกิดขึ้นจริง สถานที่บางแห่งที่ปรากฏก็เป็นเรื่องสมมติ
Comments
: เฮ่อ ไปต่อไม่เป็น ... เหมือนมันจะไม่เป็นไปตามแพลนแฮะ กราซิกกกกก
กิบอมคิดว่าตัวเองคิดอะไรง่ายเกินไปหน่อย การตามหาคนชื่อสกุล ”อี” ในคณะศิลปศาสตร์แทบทุกสาขาไม่ใช่เรื่องง่ายดายเริ่ม แค่เริ่มตั้งแต่การไล่รายชื่อจากทะเบียนนักศึกษาว่ามีคนนามสกุล ”อี” อยู่ทั้งหมดกี่คนก็ทำกิบอมท้อใจเสียแล้ว ถึงขั้นลองไปดักรอตามคลาสเรียนต่างๆ ผ่านไปเป็นอาทิตย์เขาก็ไม่เจอเจ้าของร่มเสียที ล่าสุดกิบอมแปะประกาศตามหาตัวเจ้าของร่มที่บอร์ดนักศึกษาก็ดันมีแต่คนมาแอบอ้างหนักเข้าเดินมาสารภาพบอกรักเขาเสียดื้อๆ บางรายก็พยายามเนียนตื้อแอบอ้างเป็นเจ้าของร่มเพื่อสานความสัมพันธ์กับกิบอมให้ได้ ทว่าทุกรายที่เข้ามาหาไม่มีใครเลยสักคนที่เป็นคนเดียวกับเจ้าของร่มและเจ้าของรอยยิ้มอันสดใสที่กิบอมไม่เคยลืมเลิอน กิบอมถอนหายใจออกมาหนักๆ ทุกครั้งทีเหลือบไปเห็นร่มสีฟ้าสดใสซึ่งเจ้าตัวยัดลงเป้พอติดตัวตลอดเวลาหวังว่าจะได้มีโอกาศส่งมันกลับคืนเจ้าของเสียที
“ถอดหายใจอยู่ได้ แค่นี้หน้าตาก็แก่ล้ำไปแล้วนะเว้ย” กิบอมเงยหน้าจากตำราเรียนมองตามต้นเสียงที่หลุดคำพูดอันแสนจะเย้ายวนบาทา พลางเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“หน้าเด็กตายล่ะฮันคยอง วันนี้โผล่หน้ามามหาวิทยาลัยได้แล้วรึไง”
“ขาดเรียนหลายครั้งก็ตายห่าดิว่ะ ถ้ามาเรียนได้ก็ต้องมา เอาเลคเช่อร์มาจะยืมไปร๊อคซ์” ฮันคยองแบมือไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเป็นการขอยืมเลคเช่อร์ในช่วงที่ตนขาดเรียนไปของกิบอมจะเอาไปซีร๊อกซ์ กิบอมจึงหันไปหยิบสมุดเลคเช่อร์และเอกสารประกอบการเรียนทั้งหมดที่มีในวันนั้นส่งให้ฮันคยอง
“นี่เท่าที่เอามาวันนี้ นอกนั้นถ้าอยากได้ไปเอาที่หอเว้ย”
“ขอบใจเพื่อน เออ จริงซิ มีเรื่องอยากจะขอร้อง”
ดูเหมือนเรื่องขอร้องของฮันคยองท่าจะยาว เพราะตอนนี้เจ้าตัวเปลี่ยนมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งด้านตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว ในห้องสมุดประจำคณะแห่งนี้เงียบเชียบเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาใช้บริการก็ดูจะเงียบขึ้นไปอีกเท่าตัว การสนทนาของครั้งคู่จึงพยายามไม่ก่อให้เกิดเสียงที่ดังมากเกินไปที่จะไปรบกวนคนอื่นและที่สำคัญไม่ดังเกินไปจนทำให้บรรณารักษ์ที่แสนจะขึ้นชื่อด้านความดุมาเชิญพวกเขาออกจากห้องสมุดไป
“คือว่า ... น้องชายของฮีซอลเขาจะสอบเข้าคณะของเราแล้วเขาก็กำลังหาคนติววิชาภาษาอังกฤษอยู่น่ะ ถ้ายังไงเมิงพอจะว่างไปติวให้น้องเขาได้รึเปล่า?”
“ก็แล้วทำไมเมิงไม่ติวให้ซ่ะเองล่ะ” กิบอมก็ยังคงทำท่าไม่ได้ใส่ใจอะไร
“ถ้ากูทำได้ก็ทำไปแล้วล่ะโว้ย แต่นี่ไม่กูว่าง อีกอย่างนะถ้าเป็นภาษาจีนก็ว่าไปอย่างนี่ภาษาอังกฤษนะเว้ย รู้อยู่ว่าคะแนนของกูมันเฉียดฉิวมีนแค่ไหน” คำตอบยาวเป็นวาของฮันคยองทำเอากิบอมหลุดหัวเราพรืด จะพูดไปนี่ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างท็อปวิชาภาษาอังกฤษและท็อปวิชาภาษาจีนของชั้นปี
“ตกลงป่ะวะ ช่วยหน่อยเหอะขอร้อง อยากได้ค่าจ้างเท่าไหร่เรียกมาเลย”
“ไม่อยากได้เงินเว้ย”
“งั้นอยากได้อะไรว่ะบอกมาเลย ป๋าฮันคนนี้จะเลี้ยงดูน้องบ๊อมเต็มที” จบประโยคน้องบ๊อมของป๋าฮันแทบจะลุกขึ้นกระโดดถีบลังกาเกลียวเข้าใส่
“ห่าซิ พูดแบบนี้ไปไกลๆ ตีนเหอะ”
“โอเค ไม่ขำล่ะ สรุปว่าเมิงตกลงนะ กูจะได้ไปบอกฮีซอล ว่าแต่ซีเรียสนะเว้ยว่าเมิงอยากได้อะไร เขาคงไม่ใช้งานเมิงฟรีๆ หรอกนะ”
กิบอมไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษเลยจริงๆ จะเรียกร้องเอาเงินพอเหลือบมองดูตัวเลขในบัญชีส่วนตัวที่ป๋าโอนเข้ามาให้ทุกเดือนๆ ยอดมันพุ่งสูงลิวพอตัวอยู่แล้ว ให้เลี้ยงข้าว ... ไม่ว่าภัตคารหรูหราแค่ไหนก็ผ่านปากคุณคิมกิบอมมาหมด สิ่งของ ... เขาว่ากระเป๋าสะพายกุชชี่ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็ยังใช้การได้ดีอยู่ เพราะฉะนั้นไม่เห็นจะต้องการอะไรเลย คิดไปคิดมามีเพียงแค่สิ่งเดียวที่เขาต้องการ ...
“พระอาทิตย์ เมิงหาให้กูได้ป่ะละ”
“สาด” ฮันคยองแทบจะเอาชีททั้งปึกตบหัวเพื่อนรัก หากหน้าตาจริงจังมันฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีสักนิดที่จะบ่งบอกว่าเป็นการพูดเล่น ชายหนุ่มจึงหยุดมือที่จะออกแรงเหวี่ยงวงสวิงลงบนหัวกิบอม “เมิงจริงจังเหรอ? โอเคกูรู้ว่าเมิงไม่อยากได้อะไรนะ แต่ขอมาแบบนี้ถึงกูเป็นซีอีโอนาซ่าส์กูก็ไม่รู้จะถวายให้เมิงได้รึเปล่า หอกหัก กูขอซีเรียบอีกที รบกวนระหว่างที่กูไปร๊อกซ์เลคเช่อร์ กรุณาเมิงช่วยเปลี่ยนคำตอบที”
ฮันคยองทิ้งคำขอร้องเอาไว้ก่อนออกจากเขตห้องสมุดไปพร้อมกองชีทและเลคเช่อร์ ปล่อยกิบอมให้นั่งคิดอีกสักครั้ง ทว่าคิดยังไงก็ได้คำตอบเหมือนเดิม ก็จริงนี่นาเขาอยากได้พระอาทิตย์ รอยยิ้มที่สว่างไสวเหมือนพระอาทิตย์ที่ช่วยขับไล่ความหดหู่ในวันที่ฝนตก กิบอมหันไปมองร่มคันเดิมที่ยังค้นหาเจ้าของไม่เจอ มันยังนอนนิ่งสงบในเป้สะพายของเขา เจ้าตัวยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวเมื่อคิดถึงเจ้าของร่มคันนี้
แล้วตอนนี้พระอาทิตย์ที่แสนจะร่าเริงไปอยู่เสียทีไหนกันล่ะหนอ ?
หลังจากกิบอมตกลงปากรับคำจะสอนพิเศษให้น้องชายที่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งใบหน้าและชื่อเสียงเรียงนามของคิมฮีซอล ฮันคยองก็โทรศัพท์ไปรายงานความคืบหน้าให้เจ้าของหัวใจได้รับรู้ทันที ฮีซอลที่วันนี้ไม่มีเรียนช่วงบ่ายกำลังนั่งดูรายการเพลงช่วยเย็นอยู่หน้าทีวีกับอีทงเฮ หน้าจอที่บอกรายละเอียดว่ามีใครโทรฯเข้ามาทำให้ฮีซอลใจเต้นแล้วกดรับสายด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ โดยมีสายตาล้อเลียนของทงเฮมองมา
“อื้อ ฮันคยองว่ายังไงเหรอ”
“ผมหาคนติวให้ทงเฮได้แล้วนะ เป็นเพื่อนของผมเองเขาเป็นท็อปของวิชานี้ด้วย”
“จริงเหรอ ดีจัง ขอบคุณมากนะ ว่าแต่เรื่องค่าตอบแทนล่ะ”
“เอ่อ ยังไม่รู้เลย ทางฮีซอลก็ลองไปคิดดูล่ะกัน เพื่อนผมคนนี้มันไม่เรื่องมากหรอกแต่มันก็ไม่ได้อยากได้อะไรด้วย เอางี้นะเดี๋ยวผมจะให้เบอร์ฯทงเฮโทรฯไปตกลงนัดกันเองล่ะกัน”
“ได้ซิ ขอบคุณมากๆ เลยนะฮันคยอง”
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เสาร์นี้ฮีซอลว่างรึเปล่า” ฮีซอลพลางนึกว่าตัวเองติดนัดใครไว้รึเปล่า หากวันเป็นวันว่างที่ไม่ได้มีธุระจัดการอะไร
“อื้ม ว่างซิ มีอะไรรึเปล่า?”
“ผมไปรับมาทานข้าวนะ”
คำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลประหลาดใจไม่ได้เพราะว่านานๆ ครั้งชายหนุ่มถึงจะมีเวลาว่างจากการเป็นนายแบบสุดร้องแรงที่แบรนด์หลากหลายต่างต้องการตัว แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้ออกไปทานข้าวด้วยกัน และไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นนั้นคำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลทั้งตื่นเต้น แปลกใจ และดีใจในขณะเดียวกัน
“แล้วอาทิตย์นี้ฮันคยองไม่ต้องทำงานเหรอ?”
“อาทิตย์นี้ผมได้วันว่าง ผมไม่ได้เจอฮีซอลนานแล้วนี่นา คิดถึงฮีซอลมากเลย วันเสาร์ผมจะไปรับตอนเที่ยง โอเคนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้นะ ฉันจะรอก็แล้วกัน”
“ผมเองก็จะภาวนาให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ แล้วเจอกันนะครับ”
“อื่อ บ๊ายบาย”
ฮีซอลวางสายลงด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ซึ่งก็ไม่หลุดพ้นไปจากสายตาของทงเฮที่ถึงจะทำท่าดูทีวีแต่ก็แอบหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์เป็นครั้งคราว
“หน้าแดงใหญ่แล้วพี่ฮีซอล นี่ขนาดไม่ได้เจอตัวนะยังเป็นขนาดนี้ นี่ถ้าเจอกันวันเสาร์จะเป็นยังไงนะ”
คำแซวของทงเฮถูกสวนเข้าด้วยหมอนอิงที่ปาพลาดเป้าเพราะเจ้าตัวหลบพ้นอย่างว่องไว
“เงียบไปเลยทงเฮ ฮันคยองเขาหาติวเตอร์ให้ได้แล้วนะ เดี๋ยวเขาคงจะโทรฯมาตกลงนัดนาย”
“จริงเหรอ ดีจัง ไว้เจอหน้าวันเสาร์นี้ผมจะโผเข้าไปขอบคุณพี่ฮันคยองเลยนะ เดี๋ยวผมไปเอามือถือก่อนดีกว่า วางไว้ข้างบนเผื่อเขาจะโทรฯเข้ามา” แล้วทงเฮก็วิ่งฉิวตึงตังออก หากพอพ้นจากประตูห้องไปแล้วเจ้าตัวยังไม่ลืมโผล่หน้าออกมาแซวฮีซอล
“พี่ฮีซอลอย่าหน้าแดงมากนักล่ะ เดี๋ยวคุณป้ากลับมาจะนึกว่าเป็นไข้”
“ไอ่เด็กบ้า” คำบริภาษของฮีซอลลอยตามมาเสียงดังฟังชัด หากคนถูกว่าไม่มีท่าทีสลดกลับหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
ฮันคยองกลับมาจากการซีร๊อซ์พร้อมยื่นกระดาษในหนึ่งที่เพิ่งจะจดตัวเลขหลายหลักด้วยลายมือขยุกขยิกชนิดจดกันแบบสดๆ ร้อนๆ ส่งให้กับกิบอม ชายหนุ่มรับมันมาพิจารณาตัวเลขที่แทบจะไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแล้วส่งสายงุนงงพร้อมเลิกคิ้วให้
“เบอร์ฯของทงเฮ เอาไปคุยกับน้องเขาซ่ะ” กิบอมเลยเก็บกระดาษแผ่นนั้นสอดเข้าไปในตำราอ่านอยู่ตรงหน้า
“ว่าแต่เมิงคิดออกรึยังว่าอยากได้อะไร”
“ไม่ออกว่ะ ช่างเหอะ เดี๋ยวค่อยคิดเอา”
“เออ กูไปล่ะ เมิงเอารถมาป่ะ ไม่งั้นกูจะไปส่งที่หอ”
“ไม่ต้อง วันนี้กูเอารถมา”
“อีกอย่าง กูเห็นประกาศของเมิงที่บอร์ด เจอตัวเจ้าของร่มรึยังว่ะ”
“ยังดิ่ กูตามหาทั้งคณะแล้วก็ไม่เจอ”
“เด็กคณะอื่นรึเปล่าว่ะ เออ ขอให้เมิงหาให้เจอล่ะกัน กูไปก่อนนะ แล้วอย่าลืมโทรฯหาน้องเขาด้วยล่ะ”
“เออ กูไม่ปลาทองหรอกน่า”
ฮันคยองจากไปแล้ว ทิ้งกระดาษแผ่นน้อยที่จะเบอร์โทรฯน้องชายของฮีซอลทิ้งไว้ให้เขา คำพูดของฮันคยองทำให้เขาสะดุดใจ คนที่เขากำลังตามหาตัวอยู่อาจจะไม่ใช่นักศึกษาในคณะก็เป็นได้ ถ้ามาจากคณะอื่นนั่นหมายความว่าเราต้องเริ่มตามหาคนเพียงคนเดียวจากจำนวนนักศึกษาหลายพันคน แค่คิดก็อยากเสียแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะลงมือตั้งสมาธิกับตำราตรงหน้าอีกหนหากเพียงไม่นานเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมา มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามสดใสต่างจากวันที่ฝนตกลิบลับ สีฟ้าสดใสเหมือนกับร่มที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าของเขาในตอนนี้ ดูท่าว่าเขาจะไม่มีสมาธิต่อการอ่านหนังสืออีกแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเบอร์ฯที่ฮันคยองทิ้งไว้ให้แล้วเดินเลี่ยงออกไปนอกห้องสมุด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาระหว่างที่ทงเฮอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่น่าสุดอยู่บนเตียง เจ้าตัวเลยรีบลุกออกจากเตียงไปหยิบเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ หมายเลขหน้าจอช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแต่ทงเฮค่อนข้างจะมั่นใจว่านั่นเป็นสายที่เขารออยู่
“ครับ ทงเฮพูดครับ” ทงเฮกรอกเสียงผ่านเครื่องโทรศัพท์สื่อสารด้วยน้ำเสียงสดใสที่เป็นเอกสาร ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ติดต่อมาให้หยุดชะงักไป
“ฮัลโหล” ทงเฮลองย้ำซ้ำๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปลายสายเงียบไปนานจนเขาคิดว่าสายอาจจะหลุดไป แล้วมันก็ช่วยเรียกสติของกิบอมกลับคืนมา
“เอ้อ ทงเฮใช่ไหม ฉันชื่อกิบอมนะ คือฮันคยองเขาขอให้ฉันมาติววิชาภาษาอังกฤษให้กับเธอ”
“ใช่ครับ สวัสดีครับพี่กิบอม ตอนนี้ผมต้องการติวเตอร์อย่างด่วนเลยล่ะ ผมอยากสอบเข้าคณะศิลปศาสตร์แต่คะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วสูงมากเลย ผมไม่ค่อยมั่นใจเลยครับ”
“เธอเคยทำข้อสอบย้อนหลังบ้างรึเปล่า?”
“เคยครับ”
“ได้คะแนนเท่าไหร่?”
“ก็ประมาณห้าสิบหกสิบครับ”
“ก็ไม่ได้แย่นะ เอาอย่างนี้จดอีเมลล์ของฉันไว้ล่ะกัน แล้วลองส่งหัวข้อที่เธอไม่ถนัดมาให้ฉัน บอกด้วยว่าอยากให้เน้นห้วข้อไหนเป็นพิเศษ เดี๋ยวฉันกับไปเช็คอีเมลล์ แล้วจะเตรียมเนื้อหาไว้สอนเธอ อื่นๆ ก็ไว้ตกลงกันในอินเทอร์เนทล่ะกัน”
ทงเฮจดอีเมลล์แอดเดรสของกิบอมไว้ตามที่เจ้าตัวบอกมา ก่อนจะวางสายไปทงเฮไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณให้กิบอม ทงเฮรู้สึกได้ว่าเพื่อนของฮันคยองคนนี้เป็นคนพูดน้อยแต่ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางดูใจดีทีเดียว เขาหวังว่าเวลาสอนจริงๆ จังๆ กิบอมจะใจดีและไม่ดุนะ
ทางคิมกิบอมเองถึงแม้จะวางสายไปแล้วแต่ก็รู้สึกได้ราวกับว่าเสียงของอีกฝ่ายยังติดอยู่ในความทรงจำของเขา มันออกจะบังเอิญไปหน่อยกระมังที่เขาจะได้ยินเสียงที่ทำให้เกิดความร่าเริงแจ่มใสทันทีที่ได้ยินภายในเวลาสองวันติดกัน คิดๆ ไปแล้วก็อยากเห็นหน้าของอีทงเฮขึ้นมาเสียงแล้ว กิบอมเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่างนามสกุล ”อี” เช่นกัน แถมมีเสียงที่สดใสเหมือนกันอีก มันคงจะไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง
ถ้าจะมีตวามบังเอิญล่ะก็ขอให้เขาบังเอิญเจอเด็กผู้ชายที่มีรอยยิ้มเหมือนดวงอาทิตย์คนเมื่อวานอีกครั้งนึงเถอะ
To Be Cont~
“ถอดหายใจอยู่ได้ แค่นี้หน้าตาก็แก่ล้ำไปแล้วนะเว้ย” กิบอมเงยหน้าจากตำราเรียนมองตามต้นเสียงที่หลุดคำพูดอันแสนจะเย้ายวนบาทา พลางเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“หน้าเด็กตายล่ะฮันคยอง วันนี้โผล่หน้ามามหาวิทยาลัยได้แล้วรึไง”
“ขาดเรียนหลายครั้งก็ตายห่าดิว่ะ ถ้ามาเรียนได้ก็ต้องมา เอาเลคเช่อร์มาจะยืมไปร๊อคซ์” ฮันคยองแบมือไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเป็นการขอยืมเลคเช่อร์ในช่วงที่ตนขาดเรียนไปของกิบอมจะเอาไปซีร๊อกซ์ กิบอมจึงหันไปหยิบสมุดเลคเช่อร์และเอกสารประกอบการเรียนทั้งหมดที่มีในวันนั้นส่งให้ฮันคยอง
“นี่เท่าที่เอามาวันนี้ นอกนั้นถ้าอยากได้ไปเอาที่หอเว้ย”
“ขอบใจเพื่อน เออ จริงซิ มีเรื่องอยากจะขอร้อง”
ดูเหมือนเรื่องขอร้องของฮันคยองท่าจะยาว เพราะตอนนี้เจ้าตัวเปลี่ยนมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งด้านตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว ในห้องสมุดประจำคณะแห่งนี้เงียบเชียบเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาใช้บริการก็ดูจะเงียบขึ้นไปอีกเท่าตัว การสนทนาของครั้งคู่จึงพยายามไม่ก่อให้เกิดเสียงที่ดังมากเกินไปที่จะไปรบกวนคนอื่นและที่สำคัญไม่ดังเกินไปจนทำให้บรรณารักษ์ที่แสนจะขึ้นชื่อด้านความดุมาเชิญพวกเขาออกจากห้องสมุดไป
“คือว่า ... น้องชายของฮีซอลเขาจะสอบเข้าคณะของเราแล้วเขาก็กำลังหาคนติววิชาภาษาอังกฤษอยู่น่ะ ถ้ายังไงเมิงพอจะว่างไปติวให้น้องเขาได้รึเปล่า?”
“ก็แล้วทำไมเมิงไม่ติวให้ซ่ะเองล่ะ” กิบอมก็ยังคงทำท่าไม่ได้ใส่ใจอะไร
“ถ้ากูทำได้ก็ทำไปแล้วล่ะโว้ย แต่นี่ไม่กูว่าง อีกอย่างนะถ้าเป็นภาษาจีนก็ว่าไปอย่างนี่ภาษาอังกฤษนะเว้ย รู้อยู่ว่าคะแนนของกูมันเฉียดฉิวมีนแค่ไหน” คำตอบยาวเป็นวาของฮันคยองทำเอากิบอมหลุดหัวเราพรืด จะพูดไปนี่ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างท็อปวิชาภาษาอังกฤษและท็อปวิชาภาษาจีนของชั้นปี
“ตกลงป่ะวะ ช่วยหน่อยเหอะขอร้อง อยากได้ค่าจ้างเท่าไหร่เรียกมาเลย”
“ไม่อยากได้เงินเว้ย”
“งั้นอยากได้อะไรว่ะบอกมาเลย ป๋าฮันคนนี้จะเลี้ยงดูน้องบ๊อมเต็มที” จบประโยคน้องบ๊อมของป๋าฮันแทบจะลุกขึ้นกระโดดถีบลังกาเกลียวเข้าใส่
“ห่าซิ พูดแบบนี้ไปไกลๆ ตีนเหอะ”
“โอเค ไม่ขำล่ะ สรุปว่าเมิงตกลงนะ กูจะได้ไปบอกฮีซอล ว่าแต่ซีเรียสนะเว้ยว่าเมิงอยากได้อะไร เขาคงไม่ใช้งานเมิงฟรีๆ หรอกนะ”
กิบอมไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษเลยจริงๆ จะเรียกร้องเอาเงินพอเหลือบมองดูตัวเลขในบัญชีส่วนตัวที่ป๋าโอนเข้ามาให้ทุกเดือนๆ ยอดมันพุ่งสูงลิวพอตัวอยู่แล้ว ให้เลี้ยงข้าว ... ไม่ว่าภัตคารหรูหราแค่ไหนก็ผ่านปากคุณคิมกิบอมมาหมด สิ่งของ ... เขาว่ากระเป๋าสะพายกุชชี่ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็ยังใช้การได้ดีอยู่ เพราะฉะนั้นไม่เห็นจะต้องการอะไรเลย คิดไปคิดมามีเพียงแค่สิ่งเดียวที่เขาต้องการ ...
“พระอาทิตย์ เมิงหาให้กูได้ป่ะละ”
“สาด” ฮันคยองแทบจะเอาชีททั้งปึกตบหัวเพื่อนรัก หากหน้าตาจริงจังมันฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีสักนิดที่จะบ่งบอกว่าเป็นการพูดเล่น ชายหนุ่มจึงหยุดมือที่จะออกแรงเหวี่ยงวงสวิงลงบนหัวกิบอม “เมิงจริงจังเหรอ? โอเคกูรู้ว่าเมิงไม่อยากได้อะไรนะ แต่ขอมาแบบนี้ถึงกูเป็นซีอีโอนาซ่าส์กูก็ไม่รู้จะถวายให้เมิงได้รึเปล่า หอกหัก กูขอซีเรียบอีกที รบกวนระหว่างที่กูไปร๊อกซ์เลคเช่อร์ กรุณาเมิงช่วยเปลี่ยนคำตอบที”
ฮันคยองทิ้งคำขอร้องเอาไว้ก่อนออกจากเขตห้องสมุดไปพร้อมกองชีทและเลคเช่อร์ ปล่อยกิบอมให้นั่งคิดอีกสักครั้ง ทว่าคิดยังไงก็ได้คำตอบเหมือนเดิม ก็จริงนี่นาเขาอยากได้พระอาทิตย์ รอยยิ้มที่สว่างไสวเหมือนพระอาทิตย์ที่ช่วยขับไล่ความหดหู่ในวันที่ฝนตก กิบอมหันไปมองร่มคันเดิมที่ยังค้นหาเจ้าของไม่เจอ มันยังนอนนิ่งสงบในเป้สะพายของเขา เจ้าตัวยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวเมื่อคิดถึงเจ้าของร่มคันนี้
แล้วตอนนี้พระอาทิตย์ที่แสนจะร่าเริงไปอยู่เสียทีไหนกันล่ะหนอ ?
หลังจากกิบอมตกลงปากรับคำจะสอนพิเศษให้น้องชายที่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งใบหน้าและชื่อเสียงเรียงนามของคิมฮีซอล ฮันคยองก็โทรศัพท์ไปรายงานความคืบหน้าให้เจ้าของหัวใจได้รับรู้ทันที ฮีซอลที่วันนี้ไม่มีเรียนช่วงบ่ายกำลังนั่งดูรายการเพลงช่วยเย็นอยู่หน้าทีวีกับอีทงเฮ หน้าจอที่บอกรายละเอียดว่ามีใครโทรฯเข้ามาทำให้ฮีซอลใจเต้นแล้วกดรับสายด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ โดยมีสายตาล้อเลียนของทงเฮมองมา
“อื้อ ฮันคยองว่ายังไงเหรอ”
“ผมหาคนติวให้ทงเฮได้แล้วนะ เป็นเพื่อนของผมเองเขาเป็นท็อปของวิชานี้ด้วย”
“จริงเหรอ ดีจัง ขอบคุณมากนะ ว่าแต่เรื่องค่าตอบแทนล่ะ”
“เอ่อ ยังไม่รู้เลย ทางฮีซอลก็ลองไปคิดดูล่ะกัน เพื่อนผมคนนี้มันไม่เรื่องมากหรอกแต่มันก็ไม่ได้อยากได้อะไรด้วย เอางี้นะเดี๋ยวผมจะให้เบอร์ฯทงเฮโทรฯไปตกลงนัดกันเองล่ะกัน”
“ได้ซิ ขอบคุณมากๆ เลยนะฮันคยอง”
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เสาร์นี้ฮีซอลว่างรึเปล่า” ฮีซอลพลางนึกว่าตัวเองติดนัดใครไว้รึเปล่า หากวันเป็นวันว่างที่ไม่ได้มีธุระจัดการอะไร
“อื้ม ว่างซิ มีอะไรรึเปล่า?”
“ผมไปรับมาทานข้าวนะ”
คำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลประหลาดใจไม่ได้เพราะว่านานๆ ครั้งชายหนุ่มถึงจะมีเวลาว่างจากการเป็นนายแบบสุดร้องแรงที่แบรนด์หลากหลายต่างต้องการตัว แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้เจอหน้ากัน ไม่ได้ออกไปทานข้าวด้วยกัน และไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองมาเป็นเวลานานแล้ว เช่นนั้นคำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลทั้งตื่นเต้น แปลกใจ และดีใจในขณะเดียวกัน
“แล้วอาทิตย์นี้ฮันคยองไม่ต้องทำงานเหรอ?”
“อาทิตย์นี้ผมได้วันว่าง ผมไม่ได้เจอฮีซอลนานแล้วนี่นา คิดถึงฮีซอลมากเลย วันเสาร์ผมจะไปรับตอนเที่ยง โอเคนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้นะ ฉันจะรอก็แล้วกัน”
“ผมเองก็จะภาวนาให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ แล้วเจอกันนะครับ”
“อื่อ บ๊ายบาย”
ฮีซอลวางสายลงด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ซึ่งก็ไม่หลุดพ้นไปจากสายตาของทงเฮที่ถึงจะทำท่าดูทีวีแต่ก็แอบหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์เป็นครั้งคราว
“หน้าแดงใหญ่แล้วพี่ฮีซอล นี่ขนาดไม่ได้เจอตัวนะยังเป็นขนาดนี้ นี่ถ้าเจอกันวันเสาร์จะเป็นยังไงนะ”
คำแซวของทงเฮถูกสวนเข้าด้วยหมอนอิงที่ปาพลาดเป้าเพราะเจ้าตัวหลบพ้นอย่างว่องไว
“เงียบไปเลยทงเฮ ฮันคยองเขาหาติวเตอร์ให้ได้แล้วนะ เดี๋ยวเขาคงจะโทรฯมาตกลงนัดนาย”
“จริงเหรอ ดีจัง ไว้เจอหน้าวันเสาร์นี้ผมจะโผเข้าไปขอบคุณพี่ฮันคยองเลยนะ เดี๋ยวผมไปเอามือถือก่อนดีกว่า วางไว้ข้างบนเผื่อเขาจะโทรฯเข้ามา” แล้วทงเฮก็วิ่งฉิวตึงตังออก หากพอพ้นจากประตูห้องไปแล้วเจ้าตัวยังไม่ลืมโผล่หน้าออกมาแซวฮีซอล
“พี่ฮีซอลอย่าหน้าแดงมากนักล่ะ เดี๋ยวคุณป้ากลับมาจะนึกว่าเป็นไข้”
“ไอ่เด็กบ้า” คำบริภาษของฮีซอลลอยตามมาเสียงดังฟังชัด หากคนถูกว่าไม่มีท่าทีสลดกลับหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
ฮันคยองกลับมาจากการซีร๊อซ์พร้อมยื่นกระดาษในหนึ่งที่เพิ่งจะจดตัวเลขหลายหลักด้วยลายมือขยุกขยิกชนิดจดกันแบบสดๆ ร้อนๆ ส่งให้กับกิบอม ชายหนุ่มรับมันมาพิจารณาตัวเลขที่แทบจะไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแล้วส่งสายงุนงงพร้อมเลิกคิ้วให้
“เบอร์ฯของทงเฮ เอาไปคุยกับน้องเขาซ่ะ” กิบอมเลยเก็บกระดาษแผ่นนั้นสอดเข้าไปในตำราอ่านอยู่ตรงหน้า
“ว่าแต่เมิงคิดออกรึยังว่าอยากได้อะไร”
“ไม่ออกว่ะ ช่างเหอะ เดี๋ยวค่อยคิดเอา”
“เออ กูไปล่ะ เมิงเอารถมาป่ะ ไม่งั้นกูจะไปส่งที่หอ”
“ไม่ต้อง วันนี้กูเอารถมา”
“อีกอย่าง กูเห็นประกาศของเมิงที่บอร์ด เจอตัวเจ้าของร่มรึยังว่ะ”
“ยังดิ่ กูตามหาทั้งคณะแล้วก็ไม่เจอ”
“เด็กคณะอื่นรึเปล่าว่ะ เออ ขอให้เมิงหาให้เจอล่ะกัน กูไปก่อนนะ แล้วอย่าลืมโทรฯหาน้องเขาด้วยล่ะ”
“เออ กูไม่ปลาทองหรอกน่า”
ฮันคยองจากไปแล้ว ทิ้งกระดาษแผ่นน้อยที่จะเบอร์โทรฯน้องชายของฮีซอลทิ้งไว้ให้เขา คำพูดของฮันคยองทำให้เขาสะดุดใจ คนที่เขากำลังตามหาตัวอยู่อาจจะไม่ใช่นักศึกษาในคณะก็เป็นได้ ถ้ามาจากคณะอื่นนั่นหมายความว่าเราต้องเริ่มตามหาคนเพียงคนเดียวจากจำนวนนักศึกษาหลายพันคน แค่คิดก็อยากเสียแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะลงมือตั้งสมาธิกับตำราตรงหน้าอีกหนหากเพียงไม่นานเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมา มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามสดใสต่างจากวันที่ฝนตกลิบลับ สีฟ้าสดใสเหมือนกับร่มที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าของเขาในตอนนี้ ดูท่าว่าเขาจะไม่มีสมาธิต่อการอ่านหนังสืออีกแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเบอร์ฯที่ฮันคยองทิ้งไว้ให้แล้วเดินเลี่ยงออกไปนอกห้องสมุด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาระหว่างที่ทงเฮอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่น่าสุดอยู่บนเตียง เจ้าตัวเลยรีบลุกออกจากเตียงไปหยิบเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ หมายเลขหน้าจอช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแต่ทงเฮค่อนข้างจะมั่นใจว่านั่นเป็นสายที่เขารออยู่
“ครับ ทงเฮพูดครับ” ทงเฮกรอกเสียงผ่านเครื่องโทรศัพท์สื่อสารด้วยน้ำเสียงสดใสที่เป็นเอกสาร ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ติดต่อมาให้หยุดชะงักไป
“ฮัลโหล” ทงเฮลองย้ำซ้ำๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปลายสายเงียบไปนานจนเขาคิดว่าสายอาจจะหลุดไป แล้วมันก็ช่วยเรียกสติของกิบอมกลับคืนมา
“เอ้อ ทงเฮใช่ไหม ฉันชื่อกิบอมนะ คือฮันคยองเขาขอให้ฉันมาติววิชาภาษาอังกฤษให้กับเธอ”
“ใช่ครับ สวัสดีครับพี่กิบอม ตอนนี้ผมต้องการติวเตอร์อย่างด่วนเลยล่ะ ผมอยากสอบเข้าคณะศิลปศาสตร์แต่คะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วสูงมากเลย ผมไม่ค่อยมั่นใจเลยครับ”
“เธอเคยทำข้อสอบย้อนหลังบ้างรึเปล่า?”
“เคยครับ”
“ได้คะแนนเท่าไหร่?”
“ก็ประมาณห้าสิบหกสิบครับ”
“ก็ไม่ได้แย่นะ เอาอย่างนี้จดอีเมลล์ของฉันไว้ล่ะกัน แล้วลองส่งหัวข้อที่เธอไม่ถนัดมาให้ฉัน บอกด้วยว่าอยากให้เน้นห้วข้อไหนเป็นพิเศษ เดี๋ยวฉันกับไปเช็คอีเมลล์ แล้วจะเตรียมเนื้อหาไว้สอนเธอ อื่นๆ ก็ไว้ตกลงกันในอินเทอร์เนทล่ะกัน”
ทงเฮจดอีเมลล์แอดเดรสของกิบอมไว้ตามที่เจ้าตัวบอกมา ก่อนจะวางสายไปทงเฮไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณให้กิบอม ทงเฮรู้สึกได้ว่าเพื่อนของฮันคยองคนนี้เป็นคนพูดน้อยแต่ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางดูใจดีทีเดียว เขาหวังว่าเวลาสอนจริงๆ จังๆ กิบอมจะใจดีและไม่ดุนะ
ทางคิมกิบอมเองถึงแม้จะวางสายไปแล้วแต่ก็รู้สึกได้ราวกับว่าเสียงของอีกฝ่ายยังติดอยู่ในความทรงจำของเขา มันออกจะบังเอิญไปหน่อยกระมังที่เขาจะได้ยินเสียงที่ทำให้เกิดความร่าเริงแจ่มใสทันทีที่ได้ยินภายในเวลาสองวันติดกัน คิดๆ ไปแล้วก็อยากเห็นหน้าของอีทงเฮขึ้นมาเสียงแล้ว กิบอมเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่างนามสกุล ”อี” เช่นกัน แถมมีเสียงที่สดใสเหมือนกันอีก มันคงจะไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง
ถ้าจะมีตวามบังเอิญล่ะก็ขอให้เขาบังเอิญเจอเด็กผู้ชายที่มีรอยยิ้มเหมือนดวงอาทิตย์คนเมื่อวานอีกครั้งนึงเถอะ
To Be Cont~