[SF] Raindrop Keep Falling Into My Heart : Ch 2

posted on 20 Aug 2008 19:15 by bipolardisorder  in fiction
 
 

Title : Raindrop Keep Falling Into My Heart 

Status : Chapter 02 

Author : ApplePetz 

Rating : PG 

Pairings : Kibum|Donghae, Hankyung|Heechul, Siwon|Kyuhyun,

Disclaimer : เหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องเป็นการแต่งขึ้นมาเองไม่เคยเกิดขึ้นจริง สถานที่บางแห่งที่ปรากฏก็เป็นเรื่องสมมติ

Comments : เฮ่อ ไปต่อไม่เป็น ... เหมือนมันจะไม่เป็นไปตามแพลนแฮะ กราซิกกกกก

 

 


 
 
 
 
กิบอมคิดว่าตัวเองคิดอะไรง่ายเกินไปหน่อย  การตามหาคนชื่อสกุล ”อี” ในคณะศิลปศาสตร์แทบทุกสาขาไม่ใช่เรื่องง่ายดายเริ่ม  แค่เริ่มตั้งแต่การไล่รายชื่อจากทะเบียนนักศึกษาว่ามีคนนามสกุล ”อี” อยู่ทั้งหมดกี่คนก็ทำกิบอมท้อใจเสียแล้ว  ถึงขั้นลองไปดักรอตามคลาสเรียนต่างๆ ผ่านไปเป็นอาทิตย์เขาก็ไม่เจอเจ้าของร่มเสียที  ล่าสุดกิบอมแปะประกาศตามหาตัวเจ้าของร่มที่บอร์ดนักศึกษาก็ดันมีแต่คนมาแอบอ้างหนักเข้าเดินมาสารภาพบอกรักเขาเสียดื้อๆ  บางรายก็พยายามเนียนตื้อแอบอ้างเป็นเจ้าของร่มเพื่อสานความสัมพันธ์กับกิบอมให้ได้  ทว่าทุกรายที่เข้ามาหาไม่มีใครเลยสักคนที่เป็นคนเดียวกับเจ้าของร่มและเจ้าของรอยยิ้มอันสดใสที่กิบอมไม่เคยลืมเลิอน  กิบอมถอนหายใจออกมาหนักๆ  ทุกครั้งทีเหลือบไปเห็นร่มสีฟ้าสดใสซึ่งเจ้าตัวยัดลงเป้พอติดตัวตลอดเวลาหวังว่าจะได้มีโอกาศส่งมันกลับคืนเจ้าของเสียที  

“ถอดหายใจอยู่ได้  แค่นี้หน้าตาก็แก่ล้ำไปแล้วนะเว้ย”  กิบอมเงยหน้าจากตำราเรียนมองตามต้นเสียงที่หลุดคำพูดอันแสนจะเย้ายวนบาทา  พลางเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“หน้าเด็กตายล่ะฮันคยอง  วันนี้โผล่หน้ามามหาวิทยาลัยได้แล้วรึไง”  
“ขาดเรียนหลายครั้งก็ตายห่าดิว่ะ  ถ้ามาเรียนได้ก็ต้องมา  เอาเลคเช่อร์มาจะยืมไปร๊อคซ์”  ฮันคยองแบมือไปตรงหน้าเพื่อนสนิทเป็นการขอยืมเลคเช่อร์ในช่วงที่ตนขาดเรียนไปของกิบอมจะเอาไปซีร๊อกซ์  กิบอมจึงหันไปหยิบสมุดเลคเช่อร์และเอกสารประกอบการเรียนทั้งหมดที่มีในวันนั้นส่งให้ฮันคยอง  
“นี่เท่าที่เอามาวันนี้  นอกนั้นถ้าอยากได้ไปเอาที่หอเว้ย”
“ขอบใจเพื่อน  เออ  จริงซิ  มีเรื่องอยากจะขอร้อง”  

ดูเหมือนเรื่องขอร้องของฮันคยองท่าจะยาว  เพราะตอนนี้เจ้าตัวเปลี่ยนมานั่งบนเก้าอี้ฝั่งด้านตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว  ในห้องสมุดประจำคณะแห่งนี้เงียบเชียบเป็นปกติอยู่แล้ว  ยิ่งเป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาใช้บริการก็ดูจะเงียบขึ้นไปอีกเท่าตัว  การสนทนาของครั้งคู่จึงพยายามไม่ก่อให้เกิดเสียงที่ดังมากเกินไปที่จะไปรบกวนคนอื่นและที่สำคัญไม่ดังเกินไปจนทำให้บรรณารักษ์ที่แสนจะขึ้นชื่อด้านความดุมาเชิญพวกเขาออกจากห้องสมุดไป

“คือว่า  ... น้องชายของฮีซอลเขาจะสอบเข้าคณะของเราแล้วเขาก็กำลังหาคนติววิชาภาษาอังกฤษอยู่น่ะ  ถ้ายังไงเมิงพอจะว่างไปติวให้น้องเขาได้รึเปล่า?”
“ก็แล้วทำไมเมิงไม่ติวให้ซ่ะเองล่ะ”  กิบอมก็ยังคงทำท่าไม่ได้ใส่ใจอะไร  
“ถ้ากูทำได้ก็ทำไปแล้วล่ะโว้ย  แต่นี่ไม่กูว่าง  อีกอย่างนะถ้าเป็นภาษาจีนก็ว่าไปอย่างนี่ภาษาอังกฤษนะเว้ย รู้อยู่ว่าคะแนนของกูมันเฉียดฉิวมีนแค่ไหน”  คำตอบยาวเป็นวาของฮันคยองทำเอากิบอมหลุดหัวเราพรืด  จะพูดไปนี่ก็เป็นการพูดคุยกันระหว่างท็อปวิชาภาษาอังกฤษและท็อปวิชาภาษาจีนของชั้นปี  
“ตกลงป่ะวะ  ช่วยหน่อยเหอะขอร้อง  อยากได้ค่าจ้างเท่าไหร่เรียกมาเลย”  
“ไม่อยากได้เงินเว้ย”
“งั้นอยากได้อะไรว่ะบอกมาเลย ป๋าฮันคนนี้จะเลี้ยงดูน้องบ๊อมเต็มที” จบประโยคน้องบ๊อมของป๋าฮันแทบจะลุกขึ้นกระโดดถีบลังกาเกลียวเข้าใส่
“ห่าซิ  พูดแบบนี้ไปไกลๆ ตีนเหอะ”
“โอเค  ไม่ขำล่ะ  สรุปว่าเมิงตกลงนะ กูจะได้ไปบอกฮีซอล  ว่าแต่ซีเรียสนะเว้ยว่าเมิงอยากได้อะไร  เขาคงไม่ใช้งานเมิงฟรีๆ หรอกนะ”  

กิบอมไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษเลยจริงๆ  จะเรียกร้องเอาเงินพอเหลือบมองดูตัวเลขในบัญชีส่วนตัวที่ป๋าโอนเข้ามาให้ทุกเดือนๆ  ยอดมันพุ่งสูงลิวพอตัวอยู่แล้ว  ให้เลี้ยงข้าว ... ไม่ว่าภัตคารหรูหราแค่ไหนก็ผ่านปากคุณคิมกิบอมมาหมด  สิ่งของ ... เขาว่ากระเป๋าสะพายกุชชี่ใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาก็ยังใช้การได้ดีอยู่  เพราะฉะนั้นไม่เห็นจะต้องการอะไรเลย  คิดไปคิดมามีเพียงแค่สิ่งเดียวที่เขาต้องการ ...

“พระอาทิตย์  เมิงหาให้กูได้ป่ะละ”
“สาด”  ฮันคยองแทบจะเอาชีททั้งปึกตบหัวเพื่อนรัก  หากหน้าตาจริงจังมันฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีสักนิดที่จะบ่งบอกว่าเป็นการพูดเล่น  ชายหนุ่มจึงหยุดมือที่จะออกแรงเหวี่ยงวงสวิงลงบนหัวกิบอม “เมิงจริงจังเหรอ? โอเคกูรู้ว่าเมิงไม่อยากได้อะไรนะ  แต่ขอมาแบบนี้ถึงกูเป็นซีอีโอนาซ่าส์กูก็ไม่รู้จะถวายให้เมิงได้รึเปล่า หอกหัก  กูขอซีเรียบอีกที  รบกวนระหว่างที่กูไปร๊อกซ์เลคเช่อร์  กรุณาเมิงช่วยเปลี่ยนคำตอบที”

ฮันคยองทิ้งคำขอร้องเอาไว้ก่อนออกจากเขตห้องสมุดไปพร้อมกองชีทและเลคเช่อร์  ปล่อยกิบอมให้นั่งคิดอีกสักครั้ง  ทว่าคิดยังไงก็ได้คำตอบเหมือนเดิม  ก็จริงนี่นาเขาอยากได้พระอาทิตย์  รอยยิ้มที่สว่างไสวเหมือนพระอาทิตย์ที่ช่วยขับไล่ความหดหู่ในวันที่ฝนตก   กิบอมหันไปมองร่มคันเดิมที่ยังค้นหาเจ้าของไม่เจอ  มันยังนอนนิ่งสงบในเป้สะพายของเขา  เจ้าตัวยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้ตัวเมื่อคิดถึงเจ้าของร่มคันนี้

แล้วตอนนี้พระอาทิตย์ที่แสนจะร่าเริงไปอยู่เสียทีไหนกันล่ะหนอ ?

หลังจากกิบอมตกลงปากรับคำจะสอนพิเศษให้น้องชายที่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งใบหน้าและชื่อเสียงเรียงนามของคิมฮีซอล  ฮันคยองก็โทรศัพท์ไปรายงานความคืบหน้าให้เจ้าของหัวใจได้รับรู้ทันที  ฮีซอลที่วันนี้ไม่มีเรียนช่วงบ่ายกำลังนั่งดูรายการเพลงช่วยเย็นอยู่หน้าทีวีกับอีทงเฮ  หน้าจอที่บอกรายละเอียดว่ามีใครโทรฯเข้ามาทำให้ฮีซอลใจเต้นแล้วกดรับสายด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ  โดยมีสายตาล้อเลียนของทงเฮมองมา

“อื้อ  ฮันคยองว่ายังไงเหรอ”
“ผมหาคนติวให้ทงเฮได้แล้วนะ  เป็นเพื่อนของผมเองเขาเป็นท็อปของวิชานี้ด้วย”
“จริงเหรอ  ดีจัง  ขอบคุณมากนะ  ว่าแต่เรื่องค่าตอบแทนล่ะ”
“เอ่อ  ยังไม่รู้เลย  ทางฮีซอลก็ลองไปคิดดูล่ะกัน  เพื่อนผมคนนี้มันไม่เรื่องมากหรอกแต่มันก็ไม่ได้อยากได้อะไรด้วย  เอางี้นะเดี๋ยวผมจะให้เบอร์ฯทงเฮโทรฯไปตกลงนัดกันเองล่ะกัน”
“ได้ซิ  ขอบคุณมากๆ เลยนะฮันคยอง”
“ไม่เป็นไรหรอก  ว่าแต่เสาร์นี้ฮีซอลว่างรึเปล่า”   ฮีซอลพลางนึกว่าตัวเองติดนัดใครไว้รึเปล่า  หากวันเป็นวันว่างที่ไม่ได้มีธุระจัดการอะไร
“อื้ม ว่างซิ  มีอะไรรึเปล่า?”
“ผมไปรับมาทานข้าวนะ”

คำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลประหลาดใจไม่ได้เพราะว่านานๆ ครั้งชายหนุ่มถึงจะมีเวลาว่างจากการเป็นนายแบบสุดร้องแรงที่แบรนด์หลากหลายต่างต้องการตัว  แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้เจอหน้ากัน  ไม่ได้ออกไปทานข้าวด้วยกัน  และไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองมาเป็นเวลานานแล้ว  เช่นนั้นคำชวนของฮันคยองทำให้ฮีซอลทั้งตื่นเต้น  แปลกใจ  และดีใจในขณะเดียวกัน  

“แล้วอาทิตย์นี้ฮันคยองไม่ต้องทำงานเหรอ?”
“อาทิตย์นี้ผมได้วันว่าง  ผมไม่ได้เจอฮีซอลนานแล้วนี่นา  คิดถึงฮีซอลมากเลย   วันเสาร์ผมจะไปรับตอนเที่ยง  โอเคนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้นะ  ฉันจะรอก็แล้วกัน”  
“ผมเองก็จะภาวนาให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ  แล้วเจอกันนะครับ”
“อื่อ บ๊ายบาย”

ฮีซอลวางสายลงด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่  ซึ่งก็ไม่หลุดพ้นไปจากสายตาของทงเฮที่ถึงจะทำท่าดูทีวีแต่ก็แอบหันมาส่งสายตาเจ้าเล่ห์เป็นครั้งคราว  

“หน้าแดงใหญ่แล้วพี่ฮีซอล  นี่ขนาดไม่ได้เจอตัวนะยังเป็นขนาดนี้  นี่ถ้าเจอกันวันเสาร์จะเป็นยังไงนะ”

คำแซวของทงเฮถูกสวนเข้าด้วยหมอนอิงที่ปาพลาดเป้าเพราะเจ้าตัวหลบพ้นอย่างว่องไว  

“เงียบไปเลยทงเฮ  ฮันคยองเขาหาติวเตอร์ให้ได้แล้วนะ  เดี๋ยวเขาคงจะโทรฯมาตกลงนัดนาย”  
“จริงเหรอ  ดีจัง  ไว้เจอหน้าวันเสาร์นี้ผมจะโผเข้าไปขอบคุณพี่ฮันคยองเลยนะ  เดี๋ยวผมไปเอามือถือก่อนดีกว่า  วางไว้ข้างบนเผื่อเขาจะโทรฯเข้ามา”   แล้วทงเฮก็วิ่งฉิวตึงตังออก  หากพอพ้นจากประตูห้องไปแล้วเจ้าตัวยังไม่ลืมโผล่หน้าออกมาแซวฮีซอล
“พี่ฮีซอลอย่าหน้าแดงมากนักล่ะ  เดี๋ยวคุณป้ากลับมาจะนึกว่าเป็นไข้”  
“ไอ่เด็กบ้า”  คำบริภาษของฮีซอลลอยตามมาเสียงดังฟังชัด  หากคนถูกว่าไม่มีท่าทีสลดกลับหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ
ฮันคยองกลับมาจากการซีร๊อซ์พร้อมยื่นกระดาษในหนึ่งที่เพิ่งจะจดตัวเลขหลายหลักด้วยลายมือขยุกขยิกชนิดจดกันแบบสดๆ ร้อนๆ ส่งให้กับกิบอม   ชายหนุ่มรับมันมาพิจารณาตัวเลขที่แทบจะไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแล้วส่งสายงุนงงพร้อมเลิกคิ้วให้

“เบอร์ฯของทงเฮ  เอาไปคุยกับน้องเขาซ่ะ”  กิบอมเลยเก็บกระดาษแผ่นนั้นสอดเข้าไปในตำราอ่านอยู่ตรงหน้า  
“ว่าแต่เมิงคิดออกรึยังว่าอยากได้อะไร”
“ไม่ออกว่ะ  ช่างเหอะ  เดี๋ยวค่อยคิดเอา”  
“เออ กูไปล่ะ  เมิงเอารถมาป่ะ  ไม่งั้นกูจะไปส่งที่หอ”
“ไม่ต้อง  วันนี้กูเอารถมา”
“อีกอย่าง  กูเห็นประกาศของเมิงที่บอร์ด  เจอตัวเจ้าของร่มรึยังว่ะ”
“ยังดิ่  กูตามหาทั้งคณะแล้วก็ไม่เจอ”
“เด็กคณะอื่นรึเปล่าว่ะ  เออ ขอให้เมิงหาให้เจอล่ะกัน  กูไปก่อนนะ  แล้วอย่าลืมโทรฯหาน้องเขาด้วยล่ะ”
“เออ  กูไม่ปลาทองหรอกน่า”

ฮันคยองจากไปแล้ว  ทิ้งกระดาษแผ่นน้อยที่จะเบอร์โทรฯน้องชายของฮีซอลทิ้งไว้ให้เขา คำพูดของฮันคยองทำให้เขาสะดุดใจ  คนที่เขากำลังตามหาตัวอยู่อาจจะไม่ใช่นักศึกษาในคณะก็เป็นได้  ถ้ามาจากคณะอื่นนั่นหมายความว่าเราต้องเริ่มตามหาคนเพียงคนเดียวจากจำนวนนักศึกษาหลายพันคน  แค่คิดก็อยากเสียแล้ว  ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะลงมือตั้งสมาธิกับตำราตรงหน้าอีกหนหากเพียงไม่นานเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมา  มองออกไปนอกหน้าต่าง  ท้องฟ้าสีครามสดใสต่างจากวันที่ฝนตกลิบลับ  สีฟ้าสดใสเหมือนกับร่มที่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าของเขาในตอนนี้ ดูท่าว่าเขาจะไม่มีสมาธิต่อการอ่านหนังสืออีกแล้วเขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเบอร์ฯที่ฮันคยองทิ้งไว้ให้แล้วเดินเลี่ยงออกไปนอกห้องสมุด

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาระหว่างที่ทงเฮอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่น่าสุดอยู่บนเตียง  เจ้าตัวเลยรีบลุกออกจากเตียงไปหยิบเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่บนโต๊ะ  หมายเลขหน้าจอช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยแต่ทงเฮค่อนข้างจะมั่นใจว่านั่นเป็นสายที่เขารออยู่  

“ครับ  ทงเฮพูดครับ”  ทงเฮกรอกเสียงผ่านเครื่องโทรศัพท์สื่อสารด้วยน้ำเสียงสดใสที่เป็นเอกสาร  ซึ่งนั่นก็ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ติดต่อมาให้หยุดชะงักไป
“ฮัลโหล”  ทงเฮลองย้ำซ้ำๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปลายสายเงียบไปนานจนเขาคิดว่าสายอาจจะหลุดไป  แล้วมันก็ช่วยเรียกสติของกิบอมกลับคืนมา
“เอ้อ  ทงเฮใช่ไหม  ฉันชื่อกิบอมนะ  คือฮันคยองเขาขอให้ฉันมาติววิชาภาษาอังกฤษให้กับเธอ”
“ใช่ครับ  สวัสดีครับพี่กิบอม  ตอนนี้ผมต้องการติวเตอร์อย่างด่วนเลยล่ะ  ผมอยากสอบเข้าคณะศิลปศาสตร์แต่คะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วสูงมากเลย  ผมไม่ค่อยมั่นใจเลยครับ”
“เธอเคยทำข้อสอบย้อนหลังบ้างรึเปล่า?”
“เคยครับ”
“ได้คะแนนเท่าไหร่?”
“ก็ประมาณห้าสิบหกสิบครับ”
“ก็ไม่ได้แย่นะ  เอาอย่างนี้จดอีเมลล์ของฉันไว้ล่ะกัน  แล้วลองส่งหัวข้อที่เธอไม่ถนัดมาให้ฉัน  บอกด้วยว่าอยากให้เน้นห้วข้อไหนเป็นพิเศษ  เดี๋ยวฉันกับไปเช็คอีเมลล์  แล้วจะเตรียมเนื้อหาไว้สอนเธอ  อื่นๆ ก็ไว้ตกลงกันในอินเทอร์เนทล่ะกัน”  

ทงเฮจดอีเมลล์แอดเดรสของกิบอมไว้ตามที่เจ้าตัวบอกมา  ก่อนจะวางสายไปทงเฮไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณให้กิบอม   ทงเฮรู้สึกได้ว่าเพื่อนของฮันคยองคนนี้เป็นคนพูดน้อยแต่ฟังจากน้ำเสียงและท่าทางดูใจดีทีเดียว  เขาหวังว่าเวลาสอนจริงๆ จังๆ กิบอมจะใจดีและไม่ดุนะ

ทางคิมกิบอมเองถึงแม้จะวางสายไปแล้วแต่ก็รู้สึกได้ราวกับว่าเสียงของอีกฝ่ายยังติดอยู่ในความทรงจำของเขา  มันออกจะบังเอิญไปหน่อยกระมังที่เขาจะได้ยินเสียงที่ทำให้เกิดความร่าเริงแจ่มใสทันทีที่ได้ยินภายในเวลาสองวันติดกัน   คิดๆ ไปแล้วก็อยากเห็นหน้าของอีทงเฮขึ้นมาเสียงแล้ว  กิบอมเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่างนามสกุล ”อี” เช่นกัน  แถมมีเสียงที่สดใสเหมือนกันอีก  มันคงจะไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง  

ถ้าจะมีตวามบังเอิญล่ะก็ขอให้เขาบังเอิญเจอเด็กผู้ชายที่มีรอยยิ้มเหมือนดวงอาทิตย์คนเมื่อวานอีกครั้งนึงเถอะ       
 


To Be Cont~